ทำงานกับหัวหน้าที่ (ไม่) น่ารักอย่างไรให้มีความสุข

จากบทความยอดฮิตประจำปี 2016 “8 นิสัยที่ทำให้ลูกน้องรัก” ที่คนแชร์ถล่มทลาย ลูกน้องหลายคนอ่านแล้วคงบ่นในใจว่า ไม่เห็นหัวหน้าเราเป็นอย่าง 8 ข้อนั้นบ้างเลย แบบนี้แล้วจะทำอย่างไรอย่างไรดี?

เมื่อเราเลือกที่จะไม่เปลี่ยนหัวหน้าและเลือกที่จะทำงานกับเขาแล้ว สิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดคือ การเปลี่ยนที่ตัวเราเอง เช่นที่ ดร.สตีเฟน อาร์. โควีย์ บอกใน อุปนิสัยที่ 1: Be Proactive ของหลักการ The 7 Habits of Highly Effective People ว่า ให้โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ หรือ Circle of Influence (ความคิดและการกระทำของเรา) แทนที่จะเอาแต่กังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หรือ Circle of Concern (หัวหน้า) ที่ทำให้เรากังวล แต่ทำอะไรไม่ได้

3 ข้อต่อไปนี้ คือวิธีที่จะทำให้คุณทำงานกับหัวหน้าที่ (ไม่) น่ารักได้อย่างมีความสุข และคุณคือผู้ควบคุมและสร้างความสุขนั้นขึ้นมาเอง

1. ‘สื่อสาร’ เป้าหมายให้เข้าใจตรงกัน

บ่อยครั้งที่การทำงานเกิดปัญหาเพราะ หัวหน้ากับลูกน้อง “ไม่สื่อสารกันให้เข้าใจตรงกัน” ทำให้ลูกน้องทำงานแบบเดาใจ เพราะไม่รู้ว่า “เป้าหมาย” ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ลูกน้องหลายคนไม่รู้ว่าหัวหน้าต้องการหรือคาดหวังอะไรจากเรา เลยเลือกที่จะเดาเอาเอง โดยไม่เปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพราะกลัวถูกตำหนิ จึงไม่แปลกที่สุดท้ายผลงานออกมาจะไม่ถูกใจหัวหน้า

ดังนั้น วิธีแก้ปัญหานี้คือต้อง “สื่อสาร” กัน แน่นอนว่าสิ่งที่ง่ายกว่า “คาดเดา” ก็คือ “ถาม” เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานให้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเข้าใจจุดมุ่งหมายร่วมกัน กล้าที่จะถามอย่างตรงไปตรงมาถึงความคาดหวังของหัวหน้าให้ชัดเจนว่าผลงานที่คาดหวังคืออะไร อยากให้งานออกมารูปแบบไหน สิ่งไหนที่ยังขาดและต้องเพิ่มเติม การถามคือโอกาสดีที่หัวหน้าและลูกน้องจะได้แชร์ความคิดร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงาน และช่วยแก้ปัญหา “ความคิดเราไม่ตรงกัน” ที่จะเป็นสาเหตุของปัญหาอื่นๆ จะตามมา หากสื่อสารกับหัวหน้าด้วยเจตนาและความจริงใจ กล้าที่จะถาม กล้าที่จะบอกความต้องการของตัวเอง เพราะต้องการให้งานออกมาดี หัวหน้าก็ย่อมสัมผัสได้ถึงความถึงเจตนานั้นแน่นอน

2. อย่าปล่อยให้พลังลบกลบศักยภาพ

ใช้ไฟสู้ไฟย่อมจบด้วยการมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน จะมีประโยชน์อะไรหากต่างคนต่างปล่อยพลังลบเข้าใส่กัน ถ้าหัวหน้าเลี้ยวซ้าย ลูกน้องต้องเลี้ยวขวา ถ้าหัวหน้าพูดจาไม่ดีด้วย ทางออกไม่ใช่การพูดจาไม่ดีตอบ นอกจากความสะใจเพียงชั่วครู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นผลดี รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะสุดท้ายจะไม่มีใครมีความสุขเลย โดยเฉพาะตัวลูกน้องเอง

ให้รับมือกับพลังลบด้วยพลังโปรแอคทีฟ ใช้อิสรภาพในการเลือกและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการเลือก โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ ใช้ความใจเย็นและความเป็นมืออาชีพเข้าแก้ปัญหา รับผิดชอบหน้าที่และงานของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด อย่าให้การกระทำของคนอื่นเป็นข้ออ้างที่ทำให้มองว่าตัวเองคือเหยื่อ แล้วปล่อยให้พลังลบจากสิ่งรอบข้างทำให้ตัวเองติดลบไปด้วย

3. ประสานความต่าง เพื่อเสริมสร้างจุดแข็ง

พยายามมองสิ่งต่างๆ ผ่านมุมมองของหัวหน้า เรียนรู้ความแตกต่าง ทำความรู้จักหัวหน้าของคุณให้มากที่สุด ชนิดที่เรียกว่าได้ว่ารู้ใจและสามารถคิดเผื่อถึงสิ่งที่หัวหน้าต้องการได้ เช่น สไตล์การทำงานของเขาเป็นแบบไหน เขาชอบคนทำงานแบบไหน อะไรที่เป็นจุดแข็งและอะไรเป็นจุดอ่อนที่คุณเข้าไปช่วยเสริมได้บ้าง ดึงเอาจุดแข็งที่คุณมีออกมาใช้เติมช่องว่างที่เขาขาดไป หากรู้ว่าหัวหน้าทำงานไม่ค่อยเป็นระบบ นี่เป็นโอกาสดีที่จะช่วยจัดตารางการทำงานของเขาให้เป็นระเบียบมากขึ้น ถ้ารู้ว่าหัวหน้าเป็นคนขี้ลืม ก็หมั่นเตือนความจำบ่อยๆ ช่วยทบทวนว่าวันนี้เขาต้องทำอะไรบ้าง มีนัดประชุมกี่โมง นี่คือเทคนิคบริหารความสัมพันธ์ที่จะทำให้คุณเข้าไปนั่งในใจหัวหน้าได้ไม่ยากโดยที่เขาแทบไม่รู้ตัว เคล็ดลับอยู่ที่ “การเป็นคู่คิด” ให้หัวหน้าต้องนึกถึงเวลามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ ความสำเร็จของทีมจะมีคุณเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้น และหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของหัวหน้าก็คือคุณเอง

สตีเฟน อาร์. โควีย์
เรียบเรียงจาก: VitalSmarts

Subscribe to our Youtube channel to learn the latest HRD trend