4 วิธีปั้นเด็กยุคใหม่ให้เป็นผู้นำตนเอง

…มหาตมะ คานธี
…แม่ชีเทเรซา
…จอร์จ วอชิงตัน
…มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

คนส่วนใหญ่เชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่ชื่อก้องโลกเหล่านี้ เกิดมาพร้อมความเป็น ‘ผู้นำ’ ซึ่งเป็นคุณลักษะพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และยากที่คนธรรมดาทั่วไปจะเป็นได้ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผลวิจัยล่าสุดจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social Emotional Learning) และจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกคนหรือแม้แต่เด็กก็สามารถเรียนรู้และพัฒนาเป็นผู้นำได้”

“Leadership is a choice, not a position”
—Dr. Stephen R. Covey

ภาวะผู้นำสร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ผู้นำ’ เราจะนึกถึงภาพของผู้มีอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่โต ต้องเป็นประธานาธิบดี เป็นผู้บริหารระดับสูงก่อนเป็นอันดับแรก แต่ ดร.สตีเฟน อาร์. โควีย์ เจ้าของผลงาน 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People) บอกว่า ทุกคน ‘เลือก’ ที่จะเป็นผู้นำได้ อย่างน้อยที่สุดคือเริ่มจากการเป็น “ผู้นำในตัวเอง” คือเป็นผู้กำหนดชีวิตและทางเลือกด้วยตัวเอง ไม่หยุดพัฒนา และมุ่งทำประโยชน์และมอบสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น นี่คือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นได้

การสร้างเด็กให้เป็นผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าจะปั้นเขาให้เติบโตเป็นถึงผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ หรือของโลก แต่เป็นการช่วยให้เขาพัฒนาเป็นผู้นำในชีวิตของตัวเองและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้าง เด็กที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง กล้าตัดสินใจ มีวินัย และเข้าใจผู้อื่น ในเมื่อทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้และมีสิ่งนี้อยู่ในตัวอยู่เองแล้ว ความท้าทายอยู่ที่เราในฐานะผู้ใหญ่จะบ่มเพาะและปลดปล่อยศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเด็กออกมาได้อย่างไร

The Leader in Me (ผู้นำในตัวฉัน)
กระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำจากภายในสู่ภายนอกที่สร้างจากหลักการของ 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People) ที่ได้รับการยอมรับด้วยการวิจัยและผลสำเร็จในสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก แนะนำวิธีส่งเสริมภาวะผู้นำในเด็กที่พ่อแม่หรือครูสามารถนำไปทำได้ง่ายๆ ที่บ้านหรือที่โรงเรียน ด้วยการให้โอกาสเด็กๆ ทำ 4 อย่างต่อไปนี้

1. เป็นแบบอย่าง
ฝึกให้เด็กมีทักษะของผู้นำสอนโดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เริ่มที่พ่อแม่และคนในครอบครัวก่อน เช่น การฟังอย่างเข้าอกเข้าใจเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น การคิดแบบชนะ-ชนะกับลูกโดยเปิดให้เขาเลือกว่าเขามิสิทธิ์เลือกทำสิ่งที่ตนเองก็ได้ประโยชน์และผู้อื่นก็ได้ประโยชน์ การทำงานเป็นทีม เช่น หาวิธีรวมพลังประหยัดค่าน้ำค่าไฟ และการชื่นชมในความแตกต่างของผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบระหว่างพี่น้องให้เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรที่เก่งเลยทั้งๆ ที่คนเราเก่งไม่เหมือนกัน

2. ให้อิสระ
เปิดโอกาสให้เด็กเลือกวิธีการเรียนรู้และกำหนดการกระทำของตัวเอง เช่น ฝึกการตั้งเป้าหมายชีวิต ตั้งเป้าหมายการเรียน และติดตามผลด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่คอยดูแลอยู่ห่างๆ และคอยดูทิศทางที่เขาเดิน การทำแบบนี้เขาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเองและได้ปลดปล่อยศักยภาพ พร้อมทั้งรู้สึกสนุกกับแต่ละทางเลือก

3. ฝึกให้สอนผู้อื่น
เด็กจะเรียนรู้การเป็นผู้นำเมื่อได้โอกาสลองเป็นพี่เลี้ยงและสอนคนอื่นเป็น เช่น ฝึกให้สอนการบ้านเพื่อนในวิชาที่เขาถนัด การจับคู่บัดดี้รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง หนึ่งในคุณสมบัติของความเป็นผู้นำคือ สร้างคนอื่นให้เป็นผู้นำด้วย วันที่คนที่เขาสอนสามารถเก่งและดีขึ้นได้ วันนั้นเขาจะรู้สึกถึงความเติมเต็มในชีวิตว่าเขาสามารถช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้ และนั่นคือตัวจุดประกายภาวะผู้นำในตัวเขาให้สร้างผู้นำต่อไป

4. มอบบทบาทผู้นำ
เป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึกใช้ทักษะผู้นำในสถานการณ์จริง เช่น มอบหมายบทบาทผู้นำด้านต่างๆ ให้กับเด็กทุกคนในชั้นเรียน โดยให้เขาเลือกเองว่าอยากจะเป็นผู้นำด้านอะไร เช่น ผู้นำวิทยาศาสตร์ ผู้นำโยคะ ผู้นำด้านการส่งการบ้าน ผู้นำด้านความสะอาด หรือหากเป็นที่บ้านอาจมอบบทบาทผู้นำด้านความสะอาด ผู้นำด้านอาหาร สิ่งเหล่านี้จะช่วยฝึกให้เขามีความรู้สึกว่า เขามีศักยภาพในเรื่องที่ถนัดและรู้สึกมั่นใจว่าตนเองมีคุณค่าที่จะทำอะไรให้กับผู้อื่นและโลกใบนี้


___________________________________

ติดตามข่าวและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line: https://lin.ee/kyTQlvz
Youtube: https://pacrim.link/tipstotop
Spotify: https://pacrim.link/spotify
Facebook: https://pacrim.link/pacrimfb
Website: https://www.pacrimgroup.com/

Subscribe to our Youtube channel to learn the latest HRD trend